สายสตรอง สมองไม่เสื่อม

๒๖ ก.ย. ๒๕๖๕ | การดู ๑๔๒๓ ครั้ง

image widget

ภายใน ๓๐ ปีข้างหน้าหรือในปี ๒๕๙๓ จะมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า ๑๕๒ ล้านคน จากการคาดการณ์ของสมาคมอัลไซเมอร์ในการประชุมนานาชาติเมื่อปี ๒๕๖๔ (AAIC 2021) ที่น่าวิตกคือความชุกของภาวะสมองเสื่อมในผู้ที่มีอายุน้อย (younger-onset dementia) หรือก่อนอายุ ๖๕ ปีที่เพิ่มขึ้น โดยพบผู้ป่วย ๑๐ รายในทุก ๆ ๑๐๐,๐๐๐ ราย หรือประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ รายต่อปีทั่วโลก ส่วนในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึงปีละ ๑๐ เปอร์เซนต์


ภาวะโรคสมองเสื่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกแบบก้าวกระโดดเทียบได้กับการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-๑๙  จำนวนที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลกที่เป็นผู้สูงอายุเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถาบันเพื่อการสูงวัยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (US National Institute on Aging) ประเมินว่าภายในปี ๒๕๙๓ จะมีผู้ที่มีอายุเกิน ๖๕ ปีถึงร้อยละ ๑๖ ของประชากรโลก เพิ่มจากร้อยละ ๘ ในปี ๒๕๕๓ การศึกษาของ ดร.มาเรีย ซี. คาริลโล (Maria C. Carrillo) หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ของสมาคมอัลไซเมอร์ พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเนื่องจากประชากรสูงวัยมีมากขึ้นเรื่อย ๆ และภาวะโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่พบมากที่สุดได้แก่โรคอัลไซเมอร์ รองลงมาคือภาวะสมองเสื่อมเกี่ยวกับหลอดเลือดและภาวะสมองส่วนหน้าผากเสื่อม นอกจากนั้น ผู้ป่วยภาวะโรคสมองเสื่อมยังมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตสูงขึ้นด้วย มีการรายงานอัตราการเสียชีวิตจากโรคอัลไซเมอร์ในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก ๑๖ รายเป็น ๓๐ รายต่อประชากรทุก ๑๐๐,๐๐ รายซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๘๘ เลยทีเดียว


ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดภาวะโรคสมองเสื่อมนอกเหนือจากความเสื่อมของร่างกายตามอายุขัย ก็คือกิจวัตรประจำวันที่ขาดกิจกรรมทางกายภาพ เช่นไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ นอกจากนี้โรคอ้วน โรคเบาหวานและวิถีชีวิตสมัยใหม่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการพัฒนาภาวะสมองเสื่อมในอนาคต การศึกษาของเอ็มมา นิโคลส์ (Emma Nichols) นักวิจัยจากสถาบันตรวจและประเมินสุขภาพ (Institute for Health Metrics and Evaluation) แห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์วอชิงตัน พบว่าความชุกของภาวะสมองเสื่อมเป็นผลมาการสูบบุหรี่ ดัชนีมวลกายสูง (BMI) และระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากการบริโภคน้ำตาลมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนทั่วไป ๒ เท่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ หรือมีระยะการนอนหลับลึกน้อยกว่า ๔-๕ ชั่วโมง​​​​​​​

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neurology ของผศ.ดร.หยู ดานเซียะ (Danxia Yu) แห่งแผนกระบาดวิทยา ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ ชี้ให้เห็นว่าวิถีชีวิตที่คำนึงถึงการรักษาสุขภาพมีบทบาทอย่างยิ่งในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมที่เกี่ยวข้องในผู้สูงวัยได้ รวมถึงการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจะช่วยปกป้องสุขภาพสมอง เนื่องจากร่างกายจะมีการเผาผลาญกลูโคสและไขมันที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดการอักเสบและความเครียดด้วย การศึกษาดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุ ๑๗,๒๐๙ ราย และติดตามค่ามัธยฐานเป็นเวลา ๔ ปี ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมในรูปแบบต่างๆ เช่น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ๑,๖๙๔ รายรวมอยู่ด้วย โดยประเมินประวัติการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย ระยะเวลาการนอนหลับและโภชนาการทั้งแบบเป็นรายบุคคลและโดยรวม และพบว่ากิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่การงดสูบบุหรี่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับต่ำถึงปานกลาง การนอนหลับให้เพียงพอและการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพสูงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมถึงร้อยละ ๑๑-๒๕

เพื่อชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อม ควรมีกิจกรรมทำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยออกกำลังกายให้เหงื่อออก ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบแอโรบิก เดิน หรือ วิ่ง วันละประมาณครึ่งชั่วโมงถึง ๑ ชั่วโมง อย่างน้อย ๓-๕ ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงสมองเสื่อมจากอายุที่มากขึ้นได้ถึงร้อยละ ๓๗ แต่ถ้าออกกำลังกายทุกวันจะลดความเสี่ยงได้ถึงร้อยละ ๕๗  หากการออกกำลังกายนั้นทำให้หัวใจเต้นแรงจนเส้นเลือดสมองหดและขยายตัวอย่างต่อเนื่องจะมีผลช่วยขับขยะของเสียในระบบการทำงานของสมองประสาทส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง ๒ เท่า และยังสามารถช่วยคลายความเครียด ทำให้หลับสนิทได้


แม้ว่าอัตราการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์และโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคสมองเสื่อมได้ มีเพียงยาบรรเทาอาการที่ทำให้เสียชีวิตช้าลงเท่านั้น ไม่ได้แก้ที่สาเหตุโรค และในระยะสุดท้าย ผู้ใกล้ชิดก็ต้องดูแลผู้ป่วยที่แสดงอาการเหมือนกับเด็กเล็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ดังนั้นเพื่อคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณที่ดี ทุกคนจึงควรหันมาใส่ใจกับคุณภาพการใช้ชีวิตในปัจจุบัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ เพื่อจะลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมเหล่านี้และไม่กลายเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต​​​​​​​