กินอย่างไรให้ยั่งยืน

๑๕ มี.ค. ๒๕๖๖ | การดู ๑๒๓๐ ครั้ง

image widget

ปัจจุบันมีประชากรโลกมากกว่า ๓ พันล้านคนขาดสารอาหาร และอีกกว่า ๗ พันล้านคนรับประทานอาหารที่มีคุณภาพต่ำ ในขณะที่มีการคาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากรถึงเกือบ ๑ หมื่นล้านคนภายในปี ๒๕๙๓ เราจะทำอย่างไรให้ประชากรเหล่านี้มีอาหารเพียงพอและสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ขณะเดียวกันต้องมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดอีกด้วย

การพัฒนา “อาหารแบบยั่งยืน” ต้องเป็นมากกว่าแนวความคิดหรือคำศัพท์ยอดนิยม ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรเริ่มกำหนดกรอบและวางแผนเชิงนโยบายที่มีทิศทางชัดเจน รวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ที่ใส่ใจทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในการตอบสนองผู้บริโภค เจฟฟรีย์ ดี. แซคส์ ผู้อำนวยการ Earth Institute แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระบุว่า มนุษยชาติต้องพึ่งพาธรรมชาติเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ดังนั้นความยั่งยืนจึงต้องครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สุขภาพ โภชนาการและมิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่เชื่อมโยงการรับประทานอาหารกับสุขภาพของมนุษย์และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรายังขาดเป้าหมายที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพและการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน

ในปี ๒๕๖๒ EAT-Lancet Commission ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ๓๗ คน ในสาขาสุขภาพของมนุษย์ โภชนาการ เศรษฐศาสตร์ การเกษตร รัฐศาสตร์และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม จาก ๑๖ ประเทศ ประเมินข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่และกำหนดขอบเขตของระบบการผลิตอาหารทั่วโลกว่า ต้องคำนึงถึง “การลดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโลกที่ไม่สามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้” เป็นเป้าหมายของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ระดับโลก ซึ่งได้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำจืด การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพตามอัตราการสูญพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงระบบของดินจากการใช้พื้นที่เพาะปลูกและการหมุนเวียนของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจากการใส่ปุ๋ย รวมไปถึงการลดขยะเหลือทิ้งจากขั้นตอนสร้างอาหาร ตั้งแต่การเพาะปลูก ขนส่ง แปรรูป ปรุงและทำบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากขยะจากอาหารเหลือทิ้งที่ฝังกลบดินเพื่อให้เกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติมีส่วนเพิ่มก๊าซมีเทนที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกและส่งผลให้อุณภูมิของโลกสูงขึ้นเช่นกัน

image widget

การรับประทานอาหารแบบยั่งยืนคือ การรับประทานอาหารที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ รวมไปถึงเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต โดยต้องไม่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ คำนึงถึงสิทธิของสัตว์ เป็นที่ยอมรับทางวัฒนธรรม เข้าถึงได้ เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ราคาไม่แพง มีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอ ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ ในขณะเดียวกันต้องเป็นอาหารที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่ขั้นตอนของการผลิต การบรรจุ การขนส่งและการบริโภคที่รวมไปถึงการคัดแยกของเสีย เราสามารถประยุกต์แนวคิดเกี่ยวกับอาหารเพื่ออนาคตให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้โดยเลือกรับประทานอาหารเกษตรอินทรีย์ หรือ Organic Food ที่ผลิตอาหารด้วยวัตถุดิบที่ได้จากการเพาะปลูกพืชผักและทำฟาร์มปศุสัตว์ด้วยการใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ที่คำนึงถึงการพึ่งพากันของระบบนิเวศทางธรรมชาติทั้งระบบ ลดหรือไม่ใช้สารเคมี ทำให้ได้วัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัยจากสิ่งปนเปื้อน ซึ่งดีต่อทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม อาหารที่ผลิตในท้องถิ่น (Local Food) ก็เป็นตัวอย่างของอาหารแบบยั่งยืนที่ชัดเจนอีกประเภทหนึ่ง เพราะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) ที่อาจเกิดจากการขนส่งเพราะการบริโภคอาหารที่ผลิตในท้องถิ่นของตนสามารถช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาระหว่างการขนส่งทางบกหรือทางอากาศได้ รวมไปถึงการนำนวัตกรรมองค์ความรู้มาใช้ยกระดับวัตถุดิบอาหารทางเลือกรูปแบบใหม่ ๆ เช่น เนื้อเทียม (Plant based protein) จากโปรตีนทางเลือก พืช เห็ดและธัญพืชต่าง ๆ และการผลิตอาหารปกติที่เสริมคุณประโยชน์ทางโภชนาการเฉพาะและตัดลดสารอาหารที่ให้ประโยชน์น้อยออกไป เช่นนมปลอดแล็คโตสสำหรับผู้แพ้นมวัว หรือโปรตีนแท่งเพื่อสุขภาพที่เพิ่มคุณประโยชน์โดยใช้โปรตีนจากผงจิ้งหรีดบด ตลอดจนเนื้อจากแล็บ (Cultured meat) ที่ให้คุณค่าสารอาหารสูงจากการเพาะตัวอย่างเนื้อเยื่อเซลล์สัตว์ให้เพิ่มปริมาณสารอาหาร เป็นต้น

นอกจากนั้น การรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณน้อยลง (Low Meat-diet) ก็นับเป็นการบริโภคอาหารแบบยั่งยืนที่มีผลต่อสุขภาพ การศึกษาวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การบริโภคเนื้อแดง (Red Meat) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มโรค NCDs (Noncommunicable diseases หรือโรคไม่ติดต่อ) ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดสรุปว่าผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งน้อยกว่ากลุ่มคนที่กินเนื้อถึงร้อยละ ๑๔  การเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปก็ช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจได้ ดังนั้น การรับประทานอาหารประเภทโปรตีนเกษตร (Plant-based Food) หรืออาหารมังสวิรัติในทุก ๆ มื้อให้มากขึ้นอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว

ถึงเวลาที่เราทุกคนควรต้องคิดใหม่ว่า เราจะกินอะไรและผลิตอาหารอย่างไร เพื่อให้ระบบอาหารทั่วโลกมีความยั่งยืนและนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

อ้างอิง

https://www.hsph.harvard.edu/nutritionsource/sustainability/

https://unstats.un.org/sdgs/report/2016/goal-02/

https://futurefoodapec.com/2022/08/14/9111/

Summary Report of the EAT-Lancet Commission