
การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ระลอกใหม่มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นและยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีนแล้ว แต่ก็ยังพบการติดเชื้อใหม่และติดเชื้อซ้ำได้ สิ่งสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ที่ได้รับเชื้อมีอาการรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาล เข้าหออภิบาลผู้ป่วยหนักหรือเสียชีวิตก็คือการได้รับยารักษาโดยเร็ว แพทย์และนักวิจัยจึงพยายามคิดค้นยารักษาโรคโควิด-๑๙ ที่มีประสิทธิภาพสูงหลายสูตรหลายชนิดเพื่อให้เพียงพอต่อการเข้าถึง เช่นยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) และยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เป็นต้น

หลังจากที่หลายประเทศประสบกับภาวะขาดแคลนยาเรมเดซิเวียร์ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-๑๙ อาการหนักในโรงพยาบาล บริษัท Gilead สัญชาติอเมริกันที่ผลิตชีวเภสัชภัณฑ์จึงคิดค้นยาเรมเดซิเวียร์สูตรน้ำ และเตรียมจะออกจำหน่ายเร็ว ๆ นี้ ซึ่งยาสูตรน้ำดังกล่าวสามารถนำไปใช้ฉีดให้ผู้ป่วยได้เลย โดยไม่ต้องนำไปละลายน้ำก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ยาเรมเดซิเวียร์สูตรน้ำนี้ยังผลิตได้ง่ายกว่าและเร็วกว่าสูตรผงที่ต้องใช้เวลาผลิตอย่างน้อย ๒๑ วัน เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตที่ต้องผ่านการทำให้แห้งโดยใช้ความเย็นเยือกแข็ง (Lyophilisation หรือ Crydesication) อันเป็นกระบวนการในการคายน้ำที่อุณหภูมิต่ำในการแช่แข็งผลิตภัณฑ์
ส่วนในประเทศไทย มีการพัฒนายาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ เป็นตำรับแรกในประเทศไทย จากความร่วมมือของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และได้รับรางวัล Prime Minister Award ประเภท Innovation for Crisis โดยนำตัวยาสำคัญของฟาวิพิราเวียร์ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีอยู่มาทดลองทำวิจัยเปรียบเทียบในแง่ของเภสัชจลนศาสตร์และความปลอดภัยของยาฟาวิพิราเวียร์ชนิดน้ำและยาเม็ด โดยให้ยาฟาวิพิราเวียร์ชนิดเม็ด (ยาอ้างอิง) ขนาด ๒๐๐ มิลลิกรัม หรือชนิดน้ำ (ยาทดสอบ) ๑๕ มิลลิลิตรกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี ๒๔ ราย ภายใต้สภาวะการอดอาหาร แล้วเก็บตัวอย่างพลาสมาหลังการให้ยานานกว่า ๑๒ ชั่วโมง จำนวน ๑๕ ตัวอย่างเพื่อหาปริมาณระดับฟาวิพิราเวียร์ในพลาสมาโดยใช้เทคนิคเคมีวิเคราะห์ ซึ่งใช้หลักการโครมาโตกราฟี ในการแยกสารผสมในของเหลวร่วมกับการวัดมวลสารด้วยเครื่องแมสสเปคโตรมิเตอร์ (performance liquid chromatography-tandem mass spectrometry) ปรากฏว่าการทดลองได้ผลลัพธ์อยู่ในเกณฑ์การยอมรับที่กำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับสมมูลทางชีวภาพ คือร้อยละ ๘๐-๑๒๕ โดยไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ในกลุ่มทดลองใด ๆ และมีประสิทธิผลตามแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษา ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ตัวนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเด็กและผู้ป่วยที่มีปัญหาภาวะกลืนยาก โดยมีระยะเวลาการใช้ยาอย่างน้อย ๕ วัน ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้รักษา
อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์นี้ว่า เป็นยาที่ต้องให้ตามแพทย์สั่งและอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น โดยแพทย์จะต้องติดตามผลและอาการของผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ ส่วนผลข้างเคียงของยาตำรับนี้จะเหมือนยาฟาวิพิราเวียร์ในรูปแบบเม็ด จึงต้องมีการปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ผิดปกติ อาทิผู้ป่วยที่ตับบกพร่องในระดับปานกลางถึงรุนแรง เป็นต้น
อ้างอิง
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์