ครั้งแรกคือโรคระบาด ครั้งที่สองคือโศกนาฏกรรม

๔ มี.ค. ๒๕๖๕ | การดู ๑๒๗๒ ครั้ง

image widget

จงเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย…โรคโควิด-๑๙ จะเป็นโศกนาฏกรรม ที่ซ้ำรอยเดิมเป็นครั้งที่ ๒ หรือไม่ เมื่อรูปแบบการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-๑๙ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาและยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววันแทบไม่ต่างจากการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในปี ๒๔๖๑ หรือที่เรียกกันว่า “ไข้หวัดสเปน” ซึ่งเกิดจากเชื้อ H1N1 และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปกว่า ๕๐ ล้านราย เราควรจะเรียนรู้อะไรจากโรคระบาดในอดีตนี้

​​​​​​​เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน “ไข้หวัดสเปน” มอบบทเรียนครั้งสำคัญให้กับมนุษยชาติในการต่อสู้กับการโรคระบาดใหญ่ แต่เราเหมือนจะไม่ได้เรียนรู้อย่างแท้จริงจนเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยเดิมในปัจจุบัน จอห์น เอ็ม แบร์รี่ นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางสาธารณสุขและเวชศาสตร์เขตร้อนเล่าว่า ไข้หวัดสเปนระบาดลุกลามไปทั่วโลกหลายระลอกจนกระทั่งในปี ๒๔๖๒ หลังการระบาดระลอกที่ ๓ ความรุนแรงจึงลดลงแต่โรคก็ยังไม่สงบอย่างแท้จริง ปีถัดมาเกิดการระบาดระลอกที่ ๔ ขึ้นอีกในประเทศสหรัฐอเมริกาจากเชื้อกลายพันธุ์ของไข้หวัดสเปน และทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าระลอกที่ ๒ ทั้ง ๆ ที่ประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติแล้ว ในปีแรกของการระบาดสหรัฐอเมริกากำหนดมาตรการควบคุมการระบาดอย่างเคร่งครัดและลดระดับลงตามลำดับเมื่อการระบาดระลอกที่ ๓ ไม่รุนแรงเท่า ๒ ระลอกแรก แต่เมื่อเข้าสู่การระบาดระลอกที่ ๔ ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขภาครัฐ ตลอดจนชาวอเมริกันเองต่างพากันอ่อนล้ากับการต่อสู้กับโรคร้ายจนไม่ยี่หระต่ออันตรายของโรคอีกต่อไป ทำให้ประชาชนดำเนินชีวิตประจำวันกันอย่างเกือบจะเป็นปกติ จนกระทั่งปี ๒๔๖๔ ไวรัสนี้ถึงกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แม้ว่าปัจจุบันโรคนี้จะไม่รุนแรงเท่าแรกระบาดเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน แต่ก็ยังสามารถทำให้เสียชีวิตได้ หากเราไม่ป้องกันรัดกุมดีพอ


รูปแบบการระบาดของไข้หวัดสเปนนี้ก็ซ้ำรอยการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ระหว่างปี ๒๔๓๒-๒๔๓๕ ที่เกิดจากไวรัสโคโรนาที่เรียกว่า OC43 เช่นกัน ปัจจุบันเชื้อไวรัสตัวนี้กลายเป็นไข้หวัดธรรมดาไปแล้ว จอห์น เอ็ม แบร์รี่ กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่านจึงรอการสิ้นสุดของโรคโควิด-๑๙ ด้วยความหวังว่าการระบาดจะเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ด้วยเหตุผล ๓ ประการ คือ ประการแรก จำนวนผู้ติดเชื้อโอไมครอนกำลังเริ่มลดลงในหลายภูมิภาค ประการที่สอง อีกไม่นานประชากรในสหรัฐอเมริกาเกือบทั้งหมดจะเคยติดเชื้อหรือฉีดวัคซีนครบแล้ว ซึ่งจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหมู่แข็งแกร่งขึ้น และสามารถต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์เท่าที่พบในตอนนี้ได้ และประการที่สาม แม้ว่าเชื้อโอไมครอนจะแพร่ติดต่อกันง่าย เชื้อมักจะอยู่แค่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดน้อยกว่าสายพันธุ์ต่าง ๆ ก่อนหน้า ความรุนแรงของโรคจึงน้อยลง อัตราการเสียชีวิตก็ลดลงตามไปด้วย ทั้งหมดนี้อาจเป็นผลจากการตอบสนองที่ดีขึ้นของภูมิคุ้มกัน และทำให้เราเริ่มเบาใจว่าโรคโควิด-๑๙ กำลังจะเข้าสู่ช่วงขาลง

image widget

หากพิจารณาประวัติศาสตร์การระบาดใหญ่ของไข้หวัดสเปนให้ดี เราจะพบว่า เราอาจกำลังถอยหลังกลับไปสู่วิกฤตอันตรายอีกครั้งเหมือนเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน ถ้าเราประมาทหรืออ่อนล้าต่อการต่อสู้กับเชื้อไวรัสจนเอาไม่อยู่ เห็นได้จากอัตราการติดเชื้อในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเชื้อโอไมครอนร้อยละ ๙๙.๙ และเป็นเชื้อเดลต้าเพียงร้อยละ ๐.๑ ตลอดจนอัตราการเสียชีวิตรายวันต่อสัปดาห์ของเชื้อโอไมครอนที่แซงหน้าอัตราสูงสุดของเชื้อเดลต้าเมื่อเดือนกันยายนของปีก่อนไปแล้ว แม้ว่าประชากรผู้ใหญ่มากกว่าร้อยละ ๗๐ จะได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน และร้อยละ ๔๔ ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิไปแล้ว ทั้งนี้ เนื่องมาจากการหย่อนยานในมาตรการทำให้การควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโอไมครอนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งไม่ต่างจากเหตุการณ์ในปี ๒๔๖๓ ที่ผู้คนพร้อมใจกันการ์ดตกจนเป็นที่มาของระลอกถัด ๆ มาของไข้หวัดสเปนนั่นเอง


ที่แย่ไปกว่านั้น แม้ว่าการกลายพันธุ์จะทำให้เชื้อรุนแรงน้อยลงจนไม่ทำให้ถึงแก่ชีวิต เจ้าไวรัสอาจจะยังไม่ยอมจบกับเราง่าย ๆ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเตือนเสมอว่า การกลายพันธุ์มีแนวโน้มที่จะทำให้เชื้อหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นเช่นกันและนั่นหมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่การระบาดระลอกใหม่จะตามมา

บทเรียนจากการระบาดใหญ่หลายต่อหลายครั้งควรจะช่วยเตือนสติให้เราระมัดระวังจนเป็นกิจวัตร เพราะเรายังต้องฝากอนาคตไว้กับการพัฒนายารักษาและภาวนาให้ไวรัสไม่ต่อต้านยาที่มีอยู่ในปัจจุบ้น หากไม่ต้องการให้การระบาดในปัจจุบันย้อนรอยไข้หวัดสเปนในอดีตที่ลากยาวและต้องเยียวยาต่อไปอีกหลาย ๆ ปี ทุกคนต้องร่วมมือกัน รักษามาตรการอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยให้ตนเองการ์ดตกและฉีดวัคซีนตามกำหนด เพราะทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากการระบาดทั้งสิ้น