
การมองโลกในแง่ร้าย มีทัศนคติในแง่ลบหรือจมปลักอยู่กับความหดหู่กังวลและหวาดระแวงจนกลายเป็นนิสัยอาจส่งผลเสียหายต่อสมองมากกว่าที่คาดคิด ภาวะ “การคิดเชิงลบซ้ำซาก” หรือ Repetitive Negative Thinking (RNT) ที่มากับการคิดลบและความรู้สึกซึมเศร้าวิตกกังวลเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำให้การทำงานของสมองเสื่อมถอยลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคความจำเสื่อมและอาจนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้
การศึกษาพบว่าในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีการสะสมของโปรตีนอะไมลอยด์ (amyloid) และ ทาว (tau) มากกว่าปกติ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าภาวะ “การคิดเชิงลบซ้ำซาก” หรือ RNT จะเป็นสาเหตุของโรค ในขณะที่ การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งพบว่า ภาวะ RNT เพิ่มความเสี่ยงให้กับภาวะสมองเสื่อม จากการวิจัยและเก็บข้อมูลของผู้สูงอายุ ๕๕ ปีขึ้นไปที่มีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล เป็นระยะเวลากว่า ๒ ปี โดยให้ตอบคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านลบตามรูปแบบของภาวะ RNT เช่นการครุ่นคิดถึงอดีตหรือความกังวลเกี่ยวกับอนาคต และทำการทดสอบการจดจำ สมาธิ ทักษะด้านมิติสัมพันธ์และภาษา รวมถึงตรวจเพ็ทสแกนที่สมองของผู้เข้าร่วมวิจัย ๑๑๓ รายเพื่อวัดปริมาณการสะสมของโปรตีนทาวและอะไมลอยด์ ซึ่งพบว่าผู้ที่มีอาการของภาวะ RNT มากขึ้น มีโปรตีนทั้ง ๒ ชนิดสะสมในสมองสูงขึ้นด้วย มีภาวะการทำงานของสมองเสื่อมถอยกว่าปกติถึง ๔ ปีและมีอาการความจำเสื่อม ซึ่งเป็นอาการเบื้องต้นของโรคอัลไซเมอร์
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ทำการศึกษาในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์อยู่แล้ว การขยายผลไปสู่การศึกษาในบุคคลทั่วไปจะช่วยยืนยันได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ภาวะ RNT จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในบุคคลทั่วไปหรือไม่ และอาจเป็นตัวแปรสำคัญในการป้องกันและรักษาภาวะสมองเสื่อม รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยงทางสรีระอื่น ๆ ได้แก่ ความเครียด วัยชรา พันธุกรรม โรคดาวน์ซินโดรม การได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ โรคหลอดเลือดในสมอง และปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่นโรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด และโรคเบาหวาน

การทำความเข้าใจในปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมและการรักษา “สุขภาพจิต” มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เราเข้าใจสภาวะของโรคและพัฒนาวิธีการป้องกันเท่าที่จะทำได้ นักวิจัยจึงพยายามศึกษาถึงสัญญาณเตือนและปัจจัยที่เป็นไปได้ที่ก่อให้เกิดโรค ซึ่งการดูแลสุขภาพจิตไม่เพียงแต่ช่วยบำรุงสุขภาพในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงวัยได้อีกด้วย นอกจากนั้น การฝึกสมาธิหรือการบำบัดด้วยการพูดคุยแบบกำหนดเป้าหมายเพื่อลดภาวะ “การคิดเชิงลบซ้ำซาก” สามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมได้ รวมไปถึงการฝึกฝนสมอง เช่นการคิดเลข อ่านหนังสือ เล่นเกม ฝึกการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ พบปะพูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ หรือร่วมกิจกรรมทางสังคม เช่นไปวัด ไปงานเลี้ยง เข้าชมรมผู้สูงอายุ ฯลฯ ก็อาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้และยังช่วยให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขด้วย
อ้างอิง https://www.sciencedaily.com/releases/2020/06/200607195008.htm