
Resistant Starch เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจ ด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพและคุณสมบัติที่ช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ ๒ ลดระดับคอเลสเตอรอล รวมไปถึงลดความอยากอาหาร ทำให้ไม่เป็นโรคอ้วน
Resistant Starch คือแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ จึงมีคุณสมบัติเทียบเท่าเส้นใยอาหารที่ไม่ถูกดูดซึมในลำไส้เล็กของมนุษย์ สามารถผ่านเข้าไปถึงลำไส้ใหญ่และเป็นแหล่งพลังงานของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ผลิตกรดไขมันสายสั้น (Short-chain fatty acids) ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ อาทิ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลล์ผนังลำไส้ใหญ่และป้องกันโรคระบบทางเดินอาหารและมะเร็งบางชนิด เช่นมะเร็งลำไส้ หากบริโภคเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคทางอายุรกรรมอื่น ๆ เช่นโรคอ้วน โรคหัวใจ เป็นต้น

อาหารที่มีแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ดังนี้
๑ แป้งทนต่อการย่อยอาหารเนื่องจากอยู่ภายในผนังเซลล์ ตัวอย่าง ได้แก่ เมล็ดพืช พืชตระกูลถั่ว และโฮลเกรน
๒ แป้งที่มีอะไมโลสสูงตามธรรมชาติ มีอยู่ในกล้วยและมันฝรั่งดิบ
๓ แป้งที่สุกแล้วและเย็นตัวลงจึงเกิดการจัดเรียงตัวของอะไมโลสใหม่ เช่น มันฝรั่ง ข้าว และ พาสต้า
๔ แป้งที่เตรียมโดยกระบวนการทางเคมี เช่น ขนมปัง
๕ แป้งที่เตรียมผ่านกรรมวิธีทางเคมีโดยผสมแป้งที่ไม่ทนต่อการต้านทานกับไขมันเพื่อให้มีความทนทานโดยการเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น อาหารเสริม
มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์นี้ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและอัตราเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลิน การทบทวนผลการทดลองทางคลินิก ๑๕ ครั้งในปี ๒๕๖๓ ได้ข้อสรุปว่า Resistant Starch มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน การบริโภคแป้งชนิดนี้เพียง ๓๐-๔๐ กรัมต่อวันสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และเพียง ๑๐ กรัมต่อวันก็เพียงพอที่จะลดระดับอินซูลินได้ งานวิจัยในปี ๒๕๖๔ ยังชี้ให้เห็นว่า Resistant Starch สามารถปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ให้ผลิตเอนไซม์ย่อยสลายแป้ง และส่งเสริมการผลิตเมแทบอไลต์ในลำไส้ที่เป็นประโยชน์ เช่นกรดไขมันสายสั้น ตลอดจนลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของเกราะป้องกันลำไส้อีกด้วย
ยังมีการศึกษาอีกหลายชิ้นที่ยืนยันผลดีของ Resistant Starch ต่อความไวของอินซูลิน เนื่องจากระดับของกรดไขมันอิสระในร่างกายมีผลต่อการดื้อต่ออินซูลิน หากระดับกรดไขมันอิสระในร่างกายเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการดื้อต่ออินซูลินก็จะเพิ่มขึ้น Resistant Starch ช่วยลดการสังเคราะห์กรดไขมันอิสระ และลดความเข้มข้นของกรดไขมันอิสระในระบบ รวมถึงกรดไขมันสายสั้นบางชนิด ได้แก่โพรพิโอเนตและบิวทีเรต ดังนั้น เมื่อผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนบริโภคแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ประมาณ ๔๐ กรัมต่อวันต่อเนื่องเป็นเวลา ๑๒ สัปดาห์ ความไวของอินซูลินจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๑๙
นอกจากนี้ วิธีการเตรียม ปรุงและแปรรูปยังอาจส่งผลต่อปริมาณแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ในอาหารชนิดต่างๆ ตัวอย่างเช่น การปรุงสุกและทำให้อาหารบางชนิดเย็นลงและคืนตัว (Retrogradation) จะเพิ่มปริมาณของแป้งที่ทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ในอาหารชนิดนั้นๆ เช่นข้าวหุงสุกและทิ้งให้เย็นพาสต้าหรือมันฝรั่งต้มสุกที่อยู่ในสลัด เป็นต้น
แม้ว่าแป้งทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์จะทำหน้าที่คล้ายกับเส้นใยอาหารและเป็นส่วนสำคัญของอาหารหลายชนิด แต่การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาอย่างท้องอืดและก๊าซในกระเพาะอาหาร ปริมาณที่แนะนำให้บริโภคแป้งชนิดนี้เพื่อสุขภาพลำไส้คือ ๑๕-๒๐ กรัมต่อวัน
อ้างอิง
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32602874/
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/31760943/
https://www.csiro.au/en/research/health-medical/nutrition/resistant-starch
