โรคตับอักเสบ (hepatitis) กำลังระบาดในเด็กโดยไม่ทราบสาเหตุในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า ๑๐ ขวบมักจะมีอาการเฉียบพลันและรุนแรง แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทย ผู้ปกครองควรสังเกตอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคดีซ่านหรือภาวะที่ผิวหนังและตาขาวเป็นสีเหลือง รวมไปถึงสารคัดหลั่งในร่างกายอาจจะมีสีเหลืองด้วย
ดร.ฟิลิปปา อีสเตอร์บรูค (Philippa Easterbrook) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสในโครงการตับอักเสบโลกขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization's Global Hepatitis Program) ระบุว่าณ วันที่ ๑ พฤษภาคม มีผู้ป่วย ๒๒๘ รายจากการระบาดใน ๒๐ ประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (US Centers for Disease Control and Prevention) รายงานว่า มีเด็กกว่า ๑๐๐ รายจาก ๒๕ รัฐป่วยในช่วงเวลาเดียวกัน ในจำนวนนี้พบเด็กอายุต่ำกว่า ๑๐ ขวบที่มีเอนไซม์ตับสูง ร้อยละ ๑๔ ต้องปลูกถ่ายตับและอีก ๕ รายเสียชีวิต เด็กเกือบทุกคนหรือมากกว่าร้อยละ ๙๐ ต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนในสหราชอาณาจักรพบการติดเชื้อมากที่สุดถึง ๑๑๔ ราย และประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชียที่พบเด็กป่วยด้วยโรคดังกล่าว หน่วยงานด้านสาธารณสุขของโลกยังไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุการระบาดของไวรัสตับอักเสบในเด็กในขณะนี้ได้ ดร.เจย์ บัตเลอร์ (Jay Butler) รองผู้อำนวยการฝ่ายโรคติดเชื้อของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาย้ำว่า การสอบสวนโรคต้องวิเคราะห์และประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน โรคตับอักเสบทั้งหมดที่กำลังเฝ้าระวังอยู่ในขณะนี้อาจจะไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดเพียงสาเหตุเดียว
แม้ว่าการสอบสวนโรคจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่มีการตรวจพบไวรัสอะดิโน ประเภท ๔๑ (Adenovirus type 41) ในผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๕๐ โดยองค์การอนามัยโลกรายงานเพิ่มเติมว่า ไม่พบไวรัสตับอักเสบ เอ, บี, ซี, ดี และอีที่เป็นสาเหตุหลักของโรคตับอักเสบแต่กลับพบไวรัสอะดีโนประเภท ๔๑ อย่างน้อย ๗๔ รายจากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด ทั้งนี้ มีผู้ติดเชื้อทั้งไวรัสอะดีโนประเภท ๔๑ และเชื้อไวรัส SARA-CoV-2 ๑๙ ราย แต่องค์การอนามัยโลกยังยืนยันว่าไม่สามารถระบุได้ว่าไวรัสอะดีโนเป็นสาเหตุ เพราะตามปกติไวรัสอะดีโนจะไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงขนาดนี้ และยังไม่เคยมีรายงานว่าไวรัสดังกล่าวสามารถทำให้เกิดอาการตับอักเสบรุนแรงในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงมาก่อน ในขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งตั้งสมมติฐานถึงความเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสอะดีโนที่อาจกระตุ้นให้เกิดตับอักเสบได้ง่ายขึ้น แต่สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UK Health Security Agency) ยืนยันว่าวัคซีนโควิด-๑๙ ไม่ใช่สาเหตุ เนื่องจากเด็กที่ป่วยส่วนใหญ่อายุยังไม่เข้าเกณฑ์รับวัคซีน อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งก็คือ เมื่อกลุ่มเด็กในวัยนี้เพิ่งกลับมาใช้ชีวิตตามปกติหลังการประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมการระบาดโรคโควิด-๑๙ อาจทำให้มีโอกาสสัมผัสเชื้อไวรัสอะดีโนเป็นครั้งแรก ในช่วงวัยที่ช้ากว่าปกติจนนำไปสู่การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเชื้อไวรัสจะเป็นสาเหตุสำคัญของโรค ทว่าปัจจัยอื่น ๆ อาทิ การติดเชื้อ สารพิษอย่างแอลกอฮอล์หรือ ยาเสพติดบางประเภท รวมไปถึงโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง (autoimmune disease) ก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน

เด็กที่ป่วยด้วยโรคตับอักเสบในช่วงนี้เป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่แต่กลับแสดงอาการแบบเฉียบพลัน มีระดับเอมไซม์ในตับที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน บ่อยครั้งจะพบร่วมกับอาการของโรคดีซ่าน กล่าวคือผิวหนังและตาขาวเป็นสีเหลืองโดยเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป ไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้ หรือบางครั้งจะมีอาการของโรคระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย อาทิ อาเจียน เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร การปวดบริเวณช่องท้อง อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง ปวดท้อง ปัสสาวะสีเข้มและอุจจาระสีอ่อน ดร.เฮลี แบ็ตต์ (Dr. Heli Bhatt) แพทย์ด้านระบบทางเดินอาหารในเด็กแห่งศูนย์เด็ก M Health Fairview Masonic ในเมืองมินนิอาโปลิสซึ่งให้การรักษาเด็กป่วย ๒ ราย ตั้งข้อสังเกตว่าอาการตับวายที่พบนั้น “หายากมาก” ไวรัสทั่วไป เช่นเชื้อไวรัสเอ็ปสไตน์-บาร์ (Epstein-Barr) หรือเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อาจจะทำให้เอนไซม์ตับของเด็กเพิ่มขึ้น แต่ก็เพียงเล็กน้อยและเป็นการบ่งชี้ว่า “ตับอักเสบเล็กน้อย” ซึ่งโดยปกติแล้วเด็ก ๆ จะฟื้นตัวเร็วระหว่างที่ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อและไม่มีอาการรุนแรง
ดร.มีรา ชาน (Meera Chan) ผู้อำนวยการทางคลินิกโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร แนะนำว่าขั้นตอนการรักษาความสะอาดขั้นพื้นฐาน อาทิ การล้างมือบ่อย ๆ สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสในเด็กได้ หากเด็กคนไหนมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ให้รักษาตัวอยู่ที่บ้านและหยุดเรียนจนกว่าจะครบ ๔๘ ชั่วโมงหรือจนไม่มีอาการ