Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก
“ฟังเสียงเตือนจากมดลูก เลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่าน
รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดี”
----------- • -----------
สุขภาพของสตรีถือเป็นรากฐานสำคัญของครอบครัวและสังคม ทว่าในปัจจุบันผู้หญิงไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงของโรคร้ายทางนรีเวชโดยไม่รู้ตัว เพื่อสืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ในการยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ "Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก" เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมองค์ความรู้เชิงป้องกัน และปลุกพลังให้ผู้หญิงไทยก้าวข้ามความอาย หันมาใส่ใจสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายตนเอง
------------------------------------------------------------------------
สัญลักษณ์ "ลูกพีช" และ "ริบบิ้นสีพีช" (Peach Symbolism)
สัญลักษณ์ สีพีช (Peach Ribbon) คือสัญลักษณ์รณรงค์สากล (International Awareness Ribbon) สำหรับมะเร็งมดลูกและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อสร้างความตระหนักรู้ การป้องกัน และการตรวจคัดกรองโรค หากเราเปรียบเทียบ มดลูกของผู้หญิง ก็เปรียบเสมือน "ผลพีช" ที่สวยงาม สะท้อนถึงความเป็นสตรีและความสมบูรณ์แบบแต่ในความสวยงามนั้น บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
Peach Power (พลังสีพีช): หมายถึง "พลังแห่งการดูแล" ที่เกิดจากการรวมพลังกันระหว่างทีมแพทย์ องค์กรวิชาชีพ และผู้หญิงไทยทุกคน ในการข้ามผ่านความอาย หันมาฟังเสียงเตือนจากร่างกาย เพื่อปกป้องมดลูกให้ปลอดภัย
------------------------------------------------------------------------
สถานการณ์และสถิติมะเร็งมดลูกในประเทศไทย
ปัจจุบันมะเร็งมดลูกถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์และสถิติมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ รายงานว่า ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ระบุว่า มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยเป็น อันดับ ๒ ของประเทศไทย รองจากมะเร็งปากมดลูก โดยมีสถิติที่สำคัญ ดังนี้: ประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่: ๓,๓๕๗ รายต่อปี หรือมีอุบัติการณ์ประมาณ ๖.๑ รายต่อประชากรหญิง ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี กลุ่มอายุที่พบบ่อย คือ สตรีที่มีอายุตั้งแต่ ๕๐ ปีขึ้นไป หรือวัยหลังหมดประจำเดือน แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสัมพันธ์โดยตรงกับวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาวะอ้วน การออกกำลังกายน้อย การแต่งงานช้า การมีบุตรน้อยลง รวมถึงการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว
มะเร็งมดลูก คืออะไร?
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer) ไม่ใช่มะเร็งมดลูก (Uterine Cancer) แม้ว่าปากมดลูกจะเป็นส่วนหนึ่งของมดลูก แต่ในทางการแพทย์ถือเป็นคนละโรค ทั้งในแง่สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง การคัดกรอง และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับ มะเร็งมดลูก (Uterine cancer) สามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทหลัก ได้แก่
• มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ ร้อยละ ๙๕ ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด เกิดจากเซลล์เยื่อบุด้านในของโพรงมดลูก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ภาวะอ้วน เบาหวาน ภาวะที่ร่างกายได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป และอายุที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยส่วนน้อยอาจเกิดจากความผิดปกติของยีนที่เกิดขึ้นเอง หรือเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น Lynch syndrome เป็นต้น
• มะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก (Uterine sarcoma) พบได้น้อย คิดเป็นประมาณร้อยละ ๕ ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมดลูก มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง "มะเร็งมดลูก" ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมายถึง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และมักเริ่มต้นด้วยอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด จึงเป็นโรคที่หากสังเกตอาการและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง
ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีความเสี่ยงสูง? และสัญญาณเตือนที่ "อย่าปล่อยผ่าน"
เนื่องจากปัจจุบัน ยังไม่มีการตรวจคัดกรองมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในสตรีทั่วไปที่ไม่มีอาการ การสังเกตสัญญาณเตือนและการประเมินความเสี่ยงจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุด สิ่งแรกที่ผู้หญิงไทยทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจเลยคือคำว่า 'ความรู้ คือ พลัง' เราต้องเข้าใจเรื่องโรค ปัจจัยเสี่ยง และสัญญาณเตือนอย่างถูกต้อง สัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดและเป็นด่านแรกเลยคือ อาการเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก (Abnormal uterine bleeding) ไม่ว่าจะเป็นประจำเดือนที่มามากเกินไป มากระปริดกระปรอย หรือการมีเลือดออกหลังจากที่หมดประจำเดือนไปแล้ว ซึ่งนี่คือสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกว่า 'รีบไปพบแพทย์ด่วน อย่าปล่อยผ่าน'
สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง (High risk) และจำเป็นต้องเฝ้าระวังตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เราสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้
• กลุ่มสตรีวัยหมดประจำเดือน (Postmenopausal women): กลุ่มนี้ไม่ควรมีเลือดออกทางช่องคลอดอีกแล้ว หากมีแม้เพียงนิดเดียว ถือเป็นความผิดปกติที่ต้องตรวจเช็กทันที
• กลุ่มภาวะอ้วน (Obesity): ไขมันส่วนเกินจะเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนมากระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูกตลอดเวลา ถือเป็นปัจจัยเร่งที่น่ากลัวมากในยุคปัจจุบัน
• กลุ่มที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS): คนไข้กลุ่มนี้มักจะมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ขาดหายไปนาน ๆ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีการหลุดลอกตามธรรมชาติ
• กลุ่มที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งมดลูก (Hx family history): เรื่องของสายเลือดและพันธุกรรมมีส่วนสำคัญมากครับ หากมีญาติสายตรงเป็นโรคนี้ยิ่งต้องเพิ่มความใส่ใจเป็นพิเศษ
• ผู้ที่ใช้ยา Tamoxifen ในการรักษามะเร็งเต้านม
• กลุ่มภาวะทางพันธุกรรมลินช์ซินโดรม (Lynch syndrome): เป็นความผิดปกติทางยีนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกด้วย
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกไม่มีการตรวจคัดกรองในคนทั่วไป แต่ร่างกายส่งสัญญาณเตือนให้เรารู้ผ่านอาการเลือดออกผิดปกติ ดังนั้น ขอให้ผู้หญิงทุกคน 'ฟังเสียงเตือนจากมดลูก' และรีบพบแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ เพราะการรักษาตั้งแต่ระยะแรกมีโอกาสหายขาดได้สูง
นวัตกรรมการวินิจฉัยและการผ่าตัดรักษาขั้นสูง
เป้าหมายของการรักษาของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ไม่ได้มุ่งเพียงการกำจัดมะเร็งเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ การรักษาที่แม่นยำ (Precision Surgery) การลดภาวะแทรกซ้อน และการฟื้นตัวที่รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมได้รับผลการรักษาที่ดีที่สุดตามมาตรฐานสากล
การตรวจวินิจฉัย (Early Detection): Office Hysteroscopy หรือการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกในห้องตรวจ สอดกล้องขนาดเล็กผ่านช่องคลอดและปากมดลูกเพื่อเข้าไปดูภายในโพรงมดลูกโดยตรง ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติภายในโพรงมดลูกและสามารถเก็บชิ้นเนื้อจากตำแหน่งที่สงสัยได้อย่างแม่นยำ เมื่อเปรียบเทียบกับการขูดมดลูกแบบเดิม วิธีนี้มีข้อดีคือ เจ็บน้อย ใช้เวลาไม่นาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ และสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน จึงช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำและผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
การผ่าตัดรักษา (Advanced Surgery): สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์มีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่หลากหลาย โดยเลือกให้เหมาะกับระยะของโรค ลักษณะของผู้ป่วย และความซับซ้อนของการผ่าตัด ได้แก่
• Laparoscopic Surgery (การผ่าตัดผ่านกล้อง) ปัจจุบันเป็นมาตราฐานในการผ่าตัดมะเร็งมดลูกในระยะเริ่มแรก เป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ช่วยลดอาการปวดหลังผ่าตัด ลดการเสียเลือด ลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล และทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
• Robotic-Assisted Surgery (หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด) เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนหรือในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มความละเอียดและความคล่องตัวของการผ่าตัด ทำให้แพทย์สามารถผ่าตัดในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากได้อย่างแม่นยำ
• Sentinel Lymph Node Mapping (การตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนล) ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะเริ่มต้น โดยแพทย์จะฉีดสารชีวภาพเรืองแสง (Tracer) บริเวณปากมดลูก เพื่อตรวจเช็กเฉพาะ "ต่อมน้ำเหลืองต่อมแรก" ที่มีโอกาสรับการกระจายของมะเร็ง แทนการเลาะต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดในผู้ป่วยที่เหมาะสม วิธีนี้ให้ความแม่นยำในการประเมินการกระจายของโรค พร้อมทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะขาบวมจากน้ำเหลืองคั่ง (Lymphedema) และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการรักษา
เจาะลึกความเชื่อมโยง: "ความอ้วน" และ "ลินช์ซินโดรม" กับมะเร็งมดลูก
ความอ้วนทำไมถึงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งมดลูก
หลายคนอาจสงสัยว่า "ความอ้วน" เกี่ยวข้องกับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างไร จริง ๆ แล้ว กลไกสำคัญเกี่ยวข้องกับ ฮอร์โมนในร่างกาย โดยปกติ ร่างกายของผู้หญิงจะมีฮอร์โมนหลัก ๒ ชนิดที่ทำงานร่วมกัน คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งช่วยรักษาความสมดุลของเยื่อบุโพรงมดลูก แต่เมื่อมีภาวะอ้วน เนื้อเยื่อไขมันจะไม่ได้เป็นเพียงแหล่งสะสมพลังงานเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้นได้ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับการกระตุ้นจากเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาถ่วงดุลอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีการตกไข่หรือมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นเช่นนี้เป็นเวลานาน เซลล์จะมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และในบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนี้ ภาวะอ้วนยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยป้องกันเพียงโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
KEY: "ไขมันไม่ได้เป็นเพียงแค่พลังงานส่วนเกิน แต่ยังทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อมีมากเกินไปและสะสมเป็นเวลานาน ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้"
พันธุกรรม Lynch Syndrome (ลินช์ซินโดรม)
Lynch syndrome เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงอาจพบมะเร็งรังไข่และมะเร็งของอวัยวะอื่นได้ด้วย
ใครบ้างที่ควรสงสัย Lynch syndrome?
• มีญาติสายตรง ๑ รายขึ้นไปได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ขณะที่มีอายุน้อยกว่า ๕๐ ปี
• มีญาติสายตรง ๑ รายขึ้นไปได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ร่วมกับมีมะเร็งในกลุ่ม lynch syndrome-related cancer ที่อวัยวะอื่นๆด้วย
• มีญาติ ๒ คนขึ้นไปที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น lynch syndrome-related cancer และอย่างน้อย ๑ รายนั้นได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุน้อยกว่า ๕๐ ปี
• มีญาติ ๓ รายขึ้นไปที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น lynch syndrome-related cancer
แม้ว่าภาวะนี้จะพบได้ไม่บ่อย แต่หากในครอบครัวมีญาติหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งที่เกิดในอายุน้อยกว่าปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณารับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ รวมถึงการตรวจยีนเมื่อมีข้อบ่งชี้ สิ่งสำคัญคือ Lynch syndrome เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง เข้ารับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้
แนวทางโภชนาการต้านภัยมะเร็งมดลูก (Nutrition as Medicine)
การปรับอาหารและลดน้ำหนักลงเพียง ๕–๑๐% สามารถลดระดับฮอร์โมนแปรปรวนและการอักเสบในร่างกายได้อย่างเห็นได้ชัด เปรียบเสมือนการมอบ "ยาต้านมะเร็งชั้นดี" ให้กับตนเอง
หลักโภชนาการต้านมะเร็งมดลูก:
• ลด / ตัด น้ำตาลและแป้งขัดสี: เพื่อลดภาวะดื้ออินซูลินและลดการอักเสบในร่างกาย
• เน้นรับประทาน Whole Foods หรืออาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป
• เพิ่มผัก โดยเฉพาะผักตระกูลกะหล่ำ (Cruciferous Vegetables): เช่น บรอกโคลี, คะน้า, กะหล่ำปลี, กะหล่ำดอก ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ และเอนไซม์ช่วยในการเผาผลาญ (Metabolism) ฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ช่วยคืนสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย
• ปรับพฤติกรรมรอบด้าน: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารครบ ๕ หมู่
การดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก
การรักษามะเร็งมดลูกในปัจจุบัน ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยีที่ทันสมัยเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ การมีระบบการดูแลรักษาที่เป็นมาตรฐานและทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีม โรงพยาบาลจุฬาภรณ์จึงได้จัดตั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก เพื่อพัฒระบบการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร โดยผู้ป่วยจะได้รับการดูแลจาก ทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ซึ่งประกอบด้วยสูตินรีแพทย์มะเร็งวิทยา อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา รังสีรักษา รังสีแพทย์ พยาธิแพทย์ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลเฉพาะทาง นักโภชนาการ และบุคลากรสหสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย (Personalized Care) ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประเมินอาการ การวินิจฉัย การผ่าตัด การรักษาเสริม การฟื้นฟูร่างกาย ตลอดจนการติดตามผลระยะยาว โดยทุกขั้นตอนดำเนินการตามแนวทางเวชปฏิบัติที่อ้างอิงมาตรฐานสากล และมีการประชุมทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ระบบการดูแลเฉพาะโรคเช่นนี้ ช่วยให้การรักษามีความต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความปลอดภัย และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม
"เป้าหมายของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก คือการยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้เทียบเท่าศูนย์มะเร็งชั้นนำระดับสากล โดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด"
บทสรุปและ Key Message รณรงค์ Peach Power
"ฟังเสียงเตือนจากมดลูก เลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่าน
รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดี"
----------- • -----------
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นโรคที่หากตรวจพบโรคตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของมะเร็งชนิดนี้ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการเตือน โดยเฉพาะ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือเลือดออกหลังหมดประจำเดือน หากผู้ป่วยไม่ละเลยอาการและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตที่ ๕ ปีมากกว่าร้อยละ ๙๐
อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือความอายมาเป็นอุปสรรคในการดูแลสุขภาพ หากสังเกตพบความผิดปกติ โดยเฉพาะ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ควรรีบมาพบสูตินรีแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทันที และขอเชิญชวนผู้หญิงไทยทุกคนมาร่วมกัน ปลุกพลังพีชในตัวคุณมาตรวจเช็กก่อนสาย เพื่อหยุดมะเร็งมดลูก และส่งต่อพลังแห่งการดูแลนี้ไปยังคนที่คุณรัก มาร่วมมือกันเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและปลอดภัยไปด้วยกัน
๑๑ ส.ค. ๒๕๖๙
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด: นวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษามะเร็ง
+ ดูเพิ่มเติม