
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ร่วม MOU พัฒนาถนนประชาชื่นเพื่อประชาชน
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวม ๘ หน่วยงาน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนประชาชื่น ช่วงการประปานครหลวง–ถนนแจ้งวัฒนะ หรือถนนหมายเลข ๑๑ เพื่อขยายช่องจราจรจาก ๒ ช่องทาง เป็น ๔ ช่องทาง เพิ่มประสิทธิภาพการสัญจรและการเข้าถึงสถานพยาบาล หน่วยงานราชการ และพื้นที่โดยรอบศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ
พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รวิน ระวิวงศ์ รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมในพิธี ร่วมกับหน่วยงานภาคี ได้แก่ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ DAD Asset Development การประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นนทบุรี และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT
โครงการดังกล่าวมีระยะทางรวมประมาณ ๑.๓ กิโลเมตร มุ่งเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายคมนาคมให้รองรับปริมาณการเดินทางเข้า–ออกพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ และพื้นที่เศรษฐกิจใกล้เคียง โดยเส้นทางดังกล่าวเชื่อมต่อกับถนนหมายเลข ๘ ซึ่งออกสู่ถนนวิภาวดี–รังสิตและถนนกำแพงเพชร ๖ รวมถึงถนนหมายเลข ๑๐ ที่เชื่อมต่อไปยังถนนประชาชื่น เมื่อปรับปรุงแล้วจะสามารถรองรับการสัญจรได้อย่างน้อย ๔ แสนคันต่อเดือน และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๗๐
ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีบทบาทในการประสานงานและร่วมผลักดันโครงการในภาพรวม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเดินทางของประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย ผู้รับบริการ และผู้มาติดต่อราชการ ให้สามารถเข้าถึงราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในการยกระดับบริการสาธารณะและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานและการมีส่วนร่วมของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ต่อสาธารณะ สอดคล้องกับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะตามเกณฑ์ ITA ที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารภารกิจ ผลการดำเนินงาน และการพัฒนาองค์กรอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มุ่งหวังว่าโครงการขยายถนนประชาชื่นจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร รองรับการเติบโตของเมือง และยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”






